คลังพระธรรมคำสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ — เน้นพระสูตรที่นำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน อ่านใจความ ฟังเสียงสวดและเสียงอ่าน ได้ในหน้านี้
ว่าด้วยศีลและระเบียบปฏิบัติของพระภิกษุ-ภิกษุณี รากฐานความงดงามของสงฆ์
พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าในวาระต่างๆ — หมวดที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด
หลักธรรมล้วนเชิงลึก วิเคราะห์จิต เจตสิก รูป นิพพาน อย่างละเอียด
คัดพระสูตรสำคัญที่ชาวพุทธควรรู้ พร้อมใจความ วิธีใช้ในชีวิตจริง และเสียงฟังในหน้า
พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันอาสาฬหบูชา ประกาศทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่หย่อนเกินไปไม่ตึงเกินไป และอริยสัจ ๔ — ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค — พร้อมมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นแม่บทของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระสงฆ์รูปแรก
ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕) ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ควรเห็นตามจริงว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อจบพระธรรมเทศนา ปัญจวัคคีย์ทั้งห้าบรรลุเป็นพระอรหันต์
พระโอวาทที่ทรงแสดงแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูปที่มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เป็นการวางหลักการใหญ่ของพระศาสนาไว้ในสามประโยค
ทรงสอนชาวกาลามะว่า อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ: ฟังตามกันมา, ถือสืบกันมา, ข่าวเล่าลือ, อ้างตำรา, ตรรกะ, การอนุมาน, คิดตรองตามแนวเหตุผล, เข้ากับทฤษฎีของตน, ผู้พูดน่าเชื่อถือ, หรือเพราะ "ท่านเป็นครูของเรา" — ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยตนเองว่าสิ่งใดเป็นกุศล ไม่มีโทษ จึงควรถือปฏิบัติ
ทรงประทานแก่ภิกษุผู้ถูกรุกขเทวดารบกวนขณะปฏิบัติในป่า สอนคุณสมบัติของผู้เจริญเมตตา และการแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ไม่มีประมาณ ไม่เว้นผู้ใด ดุจมารดาถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต เมื่อภิกษุสวดสาธยาย เทวดาก็เกิดเมตตาจิตอนุเคราะห์ตอบ
เทวดาทูลถามว่าอะไรคือมงคลสูงสุด ทรงตอบเป็นลำดับ ๓๘ ประการ ตั้งแต่พื้นฐาน (ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต) ชีวิตครอบครัวการงาน (เลี้ยงดูบิดามารดา สงเคราะห์บุตร-ภรรยา การงานไม่คั่งค้าง) จนถึงขั้นสูงสุด (จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม จิตเกษม) — เป็นแผนที่ชีวิตทั้งชีวิตในสูตรเดียว
ทรงให้พระอานนท์สวดประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบเมืองเวสาลีที่ประสบทุพภิกขภัย โรคระบาด และภัยจากอมนุษย์ ภัยทั้งสามก็สงบระงับ เนื้อหาสรรเสริญคุณอันประเสริฐของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นรัตนะที่ไม่มีสิ่งใดเสมอ
ทรงเล่าเรื่องเทวดารบกับอสูร ท้าวสักกะให้เทวดามองยอดธงของตนเพื่อคลายความกลัว แต่ทรงชี้ว่าธงของเทวดายังไม่ประเสริฐ เพราะผู้ชูธงเองยังมีราคะโทสะโมหะ — ส่วนผู้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความกลัว ขนพองสยองเกล้าจะหายไปแน่นอน
"หนทางนี้เป็นทางสายเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย" — ทรงวางหลักการเจริญสติ ๔ ฐาน: กาย (ลมหายใจ อิริยาบถ) เวทนา (สุข ทุกข์ เฉย) จิต (จิตมีราคะ-ไม่มีราคะ ฯลฯ) และธรรม (นิวรณ์ ขันธ์ โพชฌงค์ อริยสัจ) เป็นแม่บทของการปฏิบัติวิปัสสนาทุกสำนัก
ทรงแสดงการเจริญสติด้วยลมหายใจเข้า-ออก ๑๖ ขั้น ตั้งแต่รู้ลมยาว-สั้น จนถึงพิจารณาความปล่อยวาง ตรัสว่าอานาปานสติที่เจริญให้มากย่อมทำสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ กระทั่งวิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ — สมาธิภาวนาที่พระพุทธเจ้าเองทรงใช้
ทรงสอนสิงคาลกมาณพผู้ไหว้ทิศทั้งหกตามคำสั่งเสียบิดา ให้รู้จัก "ทิศ" ที่แท้: บิดามารดา (ทิศเบื้องหน้า) ครูอาจารย์ (เบื้องขวา) บุตรภรรยา (เบื้องหลัง) มิตรสหาย (เบื้องซ้าย) ลูกน้องบริวาร (เบื้องล่าง) สมณพราหมณ์ (เบื้องบน) พร้อมหน้าที่ต่อกันทุกคู่ และอบายมุข ๖ ที่ผลาญทรัพย์ — ได้ชื่อว่า "วินัยของคฤหัสถ์"
ทรงแสดงแก่ชฎิลสามพี่น้องผู้เคยบูชาไฟพร้อมบริวารพันรูปว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ที่รับรู้ ล้วน "ลุกเป็นไฟ" — ร้อนด้วยไฟราคะ โทสะ โมหะ ความเกิดแก่เจ็บตาย เมื่อเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ภิกษุพันรูปหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์